10 วิธีในตำนานในการเป็นอมตะ

update :11/11/2013 11:56
views : 14479
ที่มา :
ความเป็นอมตะ เป็นความปรารถนาของมนุษย์ ที่ต้องการหลีกเลี่ยมความตาย และนั้นเองทำให้มนุษย์คิดค้นหาวิธีการเพื่อเป็นอมตะ จากวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ต่างๆ ไปจนถึงนิทานปรัมปราตำนานโบราณ ที่มีการจารึกไว้ถึงวิธีที่มนุษย์เป็นอมตะ หากแต่สิ่งที่พวกเขาได้นั้นมันเป็นความปรารถนา หรือคำสาปกันแน่
10. Eat A Mermaid
ตามตำนานของญี่ปุ่น มีความเชื่อเรื่องเงือกแตกต่างจากที่อื่น โดยเงือกนั้นถูกเรียกว่า “นินเงียว (Ningyo) เป็นเงือกที่มีลักษณะท่อนบ่นเป็นลิงและท่อนล่างปลาคาร์พอาศัยอยู่ในทะเล และปกติจะไม่มีใครพบเห็นนอกเสียจากวันไหนมีพายุรุนแรงก็จะถูกชาวประมงจับ หรือว่าถูกนำพัดเกยฝั่งมาเอง (แต่เป็นลางบอกเหตุว่าเกิดสงคราม) ตามตำนานเชื่อว่าหากมนุษย์คนใดกินเนื้อเงือกจะได้ความเป็นอมตะ หากแต่สิ่งที่ได้มานั้นจะได้รับคำสาป เหมือนดั่งเช่น แม่ชีเบคุนิ แม่ชี 800 ปี ซึ่งได้กินเนื้อเงือกที่พ่อนำกลับมาให้ ผลคือทำให้เธอเป็นอมตะไม่มีวันแก่ตาย แต่สิ่งได้คือเธอต้องทนเห็นคนรอบๆ ตัวเธอตายไปทีละคน ทีละคน ไม่ว่าจะเป็นสามี หรือลูก ผลสุดท้ายเธอก็ตัดสินใจบวชเป็นชีและธุดงค์ภายในถ้ำ และด้วยความเคร่งปฏิบัติธรรมทำให้เธอได้รับความตายสมใจในขณะอายุได้ 800 ปี
9. Taunt Jesus: Christian Mythology
ในศาสนาคริสต์มีเรื่องราวของชาวยิวคนหนึ่งที่ล้อเลียนพระเยซูในระหว่างการเดินทางเพื่อไปตรึงกางเขนโดนเขาพูดว่า “ไปเร็วๆ สิ ทำไมเจ้าถึงอู้” ซึ่งพระเยซูได้พูดตอบกลับยิวผู้นั้นว่า “ข้าไปแน่นอน แต่เจ้าจะต้องอยู่ที่นี้ตลอดไป จนกว่าข้าจะกลับมา” ด้วยความตะหนักในเรื่องนั้น ชาวยิวผู้นั้นได้หันมานับถือคริสต์และรับพิธีจุ่มศีลเรียกชื่อใหม่ว่า “โจเซฟ” แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ก็ได้รับคำสาปแช่ง เขากลายเป็นอมตะไม่มีวันตาย หากแต่สิ่งที่ได้มาคือเขาจะต้องท่องรอบโลกด้วยการเดินโดยไม่รับอนุญาตให้นั่งหรือนอนพัก ยกเว้นวันคริสต์มาส และทุกๆ 100 ปีเขาจะล้มป่วย หลังจากนั้นเขาจะกลับไปเป็นอายุ 30 ปี
8. Anger A God: Greek Mythology
เป็นตำนานที่พบบ่อยในตำนานกรีก ที่เป็นเรื่องราวของมนุษย์หลายคนได้รับโทษหรือกลายร่างเพราะความอวดดี ลบหลู่ หรือพยายามหลอกลวง หรือท้าทายเหล่าทวยเทพ ซึ่งโทษของพวกเขาได้รับนั้นคือการเป็นอมตะ หากแต่สิ่งที่ได้ก็คือการได้ทรมานไปตลอดกาล เป็นต้นว่าซิซีฟัสที่พยายามหลวงลวงซุสและเฮดิส ผลคือถูกลงโทษด้วยการให้เขากลิ้งก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นไปบนเขาสูงชน และเมื่อทุกครั้งที่ถึงยอด หินนั้นจะหลุดมือกลิ้งตกลงไป ทำแบบนี้ไม่มีสิ้นสุด และอีกเรื่องหนึ่งกษัตริย์อิกซ์เซียนที่ฆ่าพ่อแท้ๆ ของเขา แต่ซุสให้อภัย แต่ในข๊ณะที่เขาอยู่ภูเขาโอลิมปัสเขาพยายามข่มขืนเฮร่า ผลก็คือเขาถูกลงโทษด้วยการถูกจับมัดติดกับล้อไฟที่หมุนแผดเผาไปตลอดกาล
7. Cinnabar: Taoism
แร่ชาด เป็นแร่ที่พบบ่อยของปรอท มีสีแดง และเป็นส่วนผสมของยาอายุวัฒนะของลัทธิเต๋าที่เชื่อว่าทำให้เป็นอมตะเรียกว่า “Huandan” หรือ “ยาอายุวัฒนะหวนกลับ” ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการบริโภควัสดุบางอย่างเช่นชาดหรือทองจะสามารถทำให้สภาพร่างกายสมบัติและกำจัดขับสิ่งสกปรกในร่างกายออกมาทำให้เป็นอมตะ แต่อย่างไรก็ตาม การนำแร่ชาดเป็นยานั้นถือว่านี้นกลับกลายเป็นว่าทำให้คนจำนวนมากต้องตาย เพราะพิษปรอท รวมไปถึงจักรพรรดิราชวงศ์ถังหลายพระองค์ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ต่อมาก็มีการเปลี่ยนความคิด “การแปรธาตุภายนอก” เปลี่ยนเป็น “การแปรธาตุภายใน” ซึ่งเป็นที่จะต้องควบคุมพลังงานธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยจะต้องผ่านการเล่นโยคะหรือการปฏิบัติอื่นๆ เพื่อหวังความเป็นอมตะ
6. An Unknown Plant: Sumerian Mythology
ในมหากาพย์กิลกาเมช หนึ่งในงานวรรณกรรมประเภทนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ได้เล่าว่ากิลกาเมช กษัตริย์ในตำนาน แห่งนครอุรุค ในอาณาจักรบาบิโลนโบราณ ที่ค้นหาวิธีการเป็นอมตะเนื่องจากเขากลัวความตาย (เริ่มกลัวหลังจากสูญเสียเพื่อนรักของเขา) โดยออกเดินทางไปยังต้นน้ำแห่งแม่น้ำทั้งมวลของโลก เพื่อค้นหา อุชนาปิชติม มนุษย์ผู้รอดตายจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกและได้รับพรจากเทพเจ้าให้เป็นอมตะ กิลกาเมชออกเดินทางเพียงลำพังและเผชิญหน้ากับอันตรายมากมาย จนกระทั่งมาพบอุชนาปิชติม และบอกให้เขาไปหาต้นไม้ที่กินแล้วจะสามารถมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ (หรือต้นไม้แห่งการกลับคืนสู่ความหนุ่มสาว) ซึ่งต่อมากิลกาเมชก็พบต้นไม้ที่ว่านั้นในจุดสิ้นสุดของโลก ทว่าระหว่างเดินทางกลับก็มีงูตัวหนึ่งได้มากินต้นนั้นทั้งต้นไป ทำให้เหล่างูทั้งหลายสามารถลอกคราบเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อีกครั้ง แม้กิลกาเมชจะผิดหวังกับความพยายามที่สุดท้ายก็สูญเปล่า แต่ในที่สุด เขาทำใจได้ ก็ จากนั้นกิลกาเมชก็สั่งให้ขุนนางจารึกเรื่องราวการเดินทางของพระองค์ไว้ที่ฐานของประตูเมืองและกลายเป็นตำนานที่เล่าขานมานานนับพันปี
5. Peaches Of Immortality: Chinese Mythology
ในตำนานไซอิ๋วได้กล่าวถึงความถึงบทบาทของตัวละครตัวหนึ่ง เชื่อ เห้งเจีย (ลิง) พญาลิงผู้เป็นอมตะ กล่าวกันว่าสมัยก่อนมันเป็นลิงธรรมดา (แม้ชาติกำเนิดมันจะเหนือธรรมชาติก็เถอะ) หากแต่วันหนึ่งมันได้เห็นลิงในฝูงตายเพราะความแก่ มันเลยออกเดินทางหาวิชาเพื่อไม่ให้เกิดแก่เจ็บตาย จนในที่สุดก็พบเซียนและเล่าเรียนจนมีวิชาอาคมเก่งกล้าสามารถและได้รับชื่อว่า “ซุนหงอคง” ต่อมาหงอคงก็ลำพองใจจึงใช้วิชาที่ได้มาอาละวาดตามที่ต่างๆ จนสะเทือนถึงสวรรค์ ทำให้เง็กเซียนฮ่องเต้ต้องเสนองานมาให้หงอคงเพื่อความก้าวร้าวลง ตอนแรกเป็นคนเลี้ยงม้า แต่ตอนหลังเปลี่ยนมาเป็นผู้พิทักษ์สวนพีชหรือสวนท้อบนสวรรค์ และมันก็ได้แอบกินลูกพีชของสวรรค์ จนมันมีอายุ 1000 ปี (ว่ากันว่าแต่ละผลมันจะสุกทุก 3,000 ปี ซึ่งมีไว้เพื่อมอบให้แก่เทพองค์อื่นเพื่อมีอายุมากขึ้นต่อไป) และขโมยยาอายุวัฒนะของเทพเจ้าดาวพระศุกร์กินจนหมดห้อง ในที่สุดหงอคงก็ทำสงครามกับทวยเทพ ซึ่งในที่สุดก็ถูกองค์ยูไล(พระพุทธเจ้าในความเชื่อของชาวจีน) ปราบ โดยให้หงอคงถูกทับด้วยภูเขาหินนาน 500 ปี และผู้ที่จะช่วยออกมาได้ คือ พระถังซัม และเห้งเจียต้องบวชเป็นลูกศิษย์รับใช้พระถังซัมจั๋งไปชมพูทวีป และมีหน้าที่คุ้มครองพระถังซัมจั๋งไปตลอดทาง
4. Amrita
อมฤตา หรือ อมฤต เป็นคำภาษาสันสกฤต นั้นคือน้ำทิพย์ใน ศาสนาฮินดู หยาดน้ำหวานนี้แม้เทพเจ้าก็ยังปรารถนา ตามตำนานกวนเกษียรสมุทรนั้นเล่าว่าสมัยโบราณเทพกับอสูราเป็นศัตรูกัน รบราฆ่าฟันกันมาตลอด หากแต่ฝ่ายเทพมักรบแพ้บ่อยครั้ง จนกระทั่วเหล่าเทพได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรในทะเลน้ำน้ำเพื่อให้ได้น้ำอมฤตที่ดื่มแล้วไม่มีวันตาย แต่การกวนนั้นต้องใช้พละกำลังเยอะและใช้กวนนานนับพันปี ทำให้ต้องมีการออกอุบายหลอกให้พวกอสุรามาช่วยเหลือด้วย จนกระทั่งพันปีต่อมาก็ได้น้ำอมฤต ระหว่างนั้นก็มีสิ่งวิเศษต่างๆ ที่ออกมาก่อนน้ำอมฤตมากมาย รวมไปถึงนางอัปสร ทำให้พวกยักษ์เอาแต่ไล่จับพวกนางจนลืมดื่มน้ำอมฤตไป ยกเว้นยักษ์ราหูที่ไม่ได้ลืมจุดประสงค์ มันได้ดื่มน้ำอมฤตพร้อมกับเทพองค์อื่นๆ ด้วย) ผลก็คือเทพก็กลายเป็นอมตะไม่วันตาย และขับไล่พวกยักษ์ออกไปในที่สุด
3. The Golden Apples: Norse Mythology
แอปเปิ้ลทองคำของตำนานนอร์สนั้นมีความแตกต่างจากแอปเปิ้ลทองคำของกรีก ตรงที่เทพนอร์สให้ความสำคัญกับมันมาก เพราะพวกเขาจำเป็นต้องกินแอปเปิ้ลทองคำนี้เพื่อรักษาความเป็นอมตะนิรันดร์ (เป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง) โดยให้อีดูน(Idun) เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิเป็นผู้เก็บรักษาสวนผลไม้ของพวกเขา ตามตำนานเล่าว่าอีดูนถูกโลกิหลอกล่อ และส่งมอบเธอให้กับยักษ์ธีอาสซีพร้อมตะกร้าใส่ผลแอปเปิ้ลทองคำ เมื่อขาดเทพธิดาอีดูนและผลแอบเปิ้ลวิเศษ เหล่าเทพเจ้านอร์สก็เริ่มแก่เฒ่า และอำนาจเริ่มเสื่อมถอยลง แต่ผลสุดท้าย โลกิจึงได้แปลงร่างเป็นนกเหยี่ยว พาเทพธิดาอีดูน (ที่แปลงร่างเป็นเมล็ดถั่ว) และผลแอปเปิ้ลทองคำหนีจากดินแดนของยักษ์ธีอาซี่ ทำให้เทพเจ้านอร์สกลับมาหนุ่มสาวอีกครั้ง
2. Ambrosia: Greek Mythology
Ambrosia เป็นเครื่องดื่มของเทพเจ้ากรีก ซึ่งถูกพรรณนาว่ารถชาติเหมือนน้ำผึ้งทิพย์ ที่ถูกส่งยังโอลิมปัสโดยนกพิราบ และเป็นแหล่งที่มาของความเป็นอมตะของเทพเจ้า สามารถเอาชนะความตายได้ (ปัจจุบันคำนี้ใช้แทนความหมายว่าอาหารอร่อย หรืออร่อยขั้นเทพ) แม้เป็นเครื่องดื่มของเทพเจ้า แต่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาก็ได้ลิ้นลอง เช่นเฮอร์คิวลีส ในขณะที่บางคนถูกให้ดื่มเพื่อถูกลงโทษตลอดกาล เช่น แทนทาลัสที่ได้ลิ้มลองเครื่องดื่มชนิดนี้และแอบเอาอาหารทิพย์กลับไปบนโลก ภายหลังถูกลงโทษจากการจากการเอาลูกของตนเองมาทำสตูให้เทพเจ้ากิน เขาล่ามโซ่ตรึงให้ยืนแช่น้ำทะเลสาบและไม่สามารถดื่มน้ำหรือกินผลไม้ที่อยู่เหนือหัวได้ เพราะหากกินจะพบกันความสิ้นหวังในนาทีสุดท้าย จนกลายมาเป็นคำกริยาในภาษาอังกฤษว่า Tantalize แปลว่า ความทรมานด้วยความผิดหวัง
1. The Holy Grail: Christian Mythology
เป็นตำนานศาสนาคริสต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จอกศักดิ์สิทธิ์ เป็นจาน ชาม หรือถ้วย ซึ่งพระเยซูทรงใช้ในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย และเชื่อว่าเป็นภาชนะที่โจเซฟใช้จอกรองรับพระโลหิตของพระเยซูเอาไว้ขณะถูกตรึงบนไม้กางเขน ตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏในงานเขียนของโรเบิร์ต เดอ โบรอน เรื่อง Joseph d'Arimathie (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12) โดยโจเซฟได้รับจอกมาจากพระเยซูหลังฟื้นคืนพระชนม์ และได้เดินทางพร้อมผู้ติดตามไปยังเกาะบริเตนใหญ่ และเป็นหัวใจสำคัญส่วนหนึ่งในตำนานกษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าใครได้ครอบครองจอกศักดิ์สิทธ์แล้วนั้นจะมีอำนาจมากและเมื่อใครได้ดื่มน้ำจากจอกศักดิ์สิทธ์แล้วจะเป็นอมตะ หรือ ถ้าได้ดื่มน้ำจากจอกศักดิ์สิทธ์แล้วเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บหรือเป็นอะไรทางร่างกาย เช่น โดนธนูยิงใส่เมื่อดื่มน้ำผ่านจอกนี้แล้วแล้วเอาน้ำนั้นมาราดลงบนแผลที่เป็นแล้วแผลนั้นจะหายเป็นปลิดทิ้ง

**หมายเหตุ
ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชน ทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.toptenthailand.com จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

แสดงความคิดเห็น